ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรักเพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้า

หลักความรัก ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้าและมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความรักดังกล่าว หมายถึง ความเมตตา กรุณา เสียสละและการให้อภัยอาณาจักรพระเจ้า เป็นหลักคำสอนที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนจะต้องไปให้ถึงคือเข้าไปสู่อาณาจักรพระเจ้าอาณาจักรพระเจ้า หมายถึงอาณาจักรแห่งจิตใจ บุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ อันเกิดจากการปฏิบัติตามหลักคำสอน และมีความศรัทธาต่อพระเจ้าและพระเยซูบุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการเป็นบุตรพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้เป็นสมาชิกของอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์หลักคำสอนเรื่องอาณาจักรพระเจ้า  ช่วยให้มนุษย์สร้างศรัทธาขึ้นในจิตใจของตนเพื่อรับฟังคำสั่งสอนปละปฏิบัติได้ถูกต้อง  อาณาจักรพระเจ้าแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วนอาณาจักรพระเจ้าบนโลกมนุษย์  คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชนชาวคริสต์อย่างมีระเบียบและสงบสุข  ผู้ยึดมั่นในหลักคำสอน  และมีศรัทธาในพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้นอาณาจักรพระเจ้าบนสวรรค์  ชาวคริสต์ที่ศรัทธาในพระเจ้า  ประกอบแต่คุณงามความดี  เมื่อตายไปวิญญาณจะไปอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์  และมีชีวิตนิรันดรพิธีกรรมทางศาสนาพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายออร์โธด็อกซ์จะรับปฏิบัติทั้ง ๗ พิธี

ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกสำหรับผู้เริ่มนับถือคริสต์ศาสนา ทั้งเด็กทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด  โดยบาทหลวงจะเทน้ำลงบนศรีษะ ๓ ครั้ง เพื่อล้างบาปมลทินต่าง ๆ  นิกายโปรเตสแตนต์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า  “ศีลจุ่ม” ศีลกำลัง  เป็นพิธีกรรมที่ทำให้เป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ โดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันที่หน้าผากเป็นรูปไม้กางเขน เป็นการยืนยันว่าพระจิตหรือวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เสด็จเข้าสู่จิตใจของชาวคริสต์ผู้นั้นแล้วโดยทั่วไป การทำพิธีถือศีลกำลังจะทำเมื่อมีอายุ ๗ ขวบขึ้นไปศีลมหาสนิท  เป็นพิธีกรรมที่ชาวคริสต์จะร่วมกันปฏิบัติที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพิธีมิสซาเพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซู  ชาวคริสต์จะอดอาหารก่อนเข้าร่วมพิธีหนึ่งชั่วโมง  แล้วจึงสวดมนต์  ต่อจากนั้นจึงรับขนมปังและเหล้าองุ่นจากบาทหลวงมารับประทานศีลแก้บาป ชาวคริสต์จะทำพิธีแก้บาปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยคุกเข่าและกล่าวคำสารภาพบาปหรือความผิดที่ตนได้กระทำลงไปต่อบาทหลวงเพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้ทั้งนี้ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก

การเผยแผ่ศาสนาคริสต์เข้ามายังประเทศไทย

ศาสนาคริสต์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอิสราเอล แล้วเผยแผ่ไปในยุโรป กลายเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ จากนั้นได้แพร่หลายออกไปทั่วโลกในยุคอาณานิคม นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา คริสตศาสนาได้เข้ามาในยุคจักรวรรดินิยมของชาติมหาอำนาจที่ชอบล่าเมืองขึ้น อันเป็นการแผ่ขยายดินแดนและแสวงหาทรัพยากรให้กับประเทศของตน แต่การที่ชาติมหาอำนาจจะรุกรานไทยดังเช่นประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะประเทศไทยในสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมีกองทหารที่เข้มแข็ง และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทำให้ประเทศไทยพ้นจากความเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจ

ในประเทศไทยศาสนาคริสต์ได้เข้ามาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2052

คือเข้ามาพร้อมกับมิชชั่นนารีในสมัยอยุธยา โดยบาทหลวงคนแรกชื่อบาทหลวงพอล มิชชั่นนารีที่เป็นที่รู้จักคือหมอบรัดเลย์ผู้นำแท่นพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก, หมอแมคคอมิคผู้อุทิศตัวแก่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่ และตั้งโรงพยาบาลแมคคอมิคในเมืองเชียงใหม่ มีคริสตจักรต่างๆ เช่น คริสตจักรความหวัง,คริสตจักรใจสมาน, คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพ, คริสตจักรร่มเย็น, คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์, คริสตจักรน้ำพระทัย, คริสตจักรสะพานเหลือง, คริสตจักรไมตรีจิต, คริสตจักรเทียนสั่ง, คริสตจักรอิมมานูเอล, คริสตจักรพระพร, คริสตจักรพระคุณเต็มล้น, คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์, คริสตจักรไทยสามัคคี เป็นต้น ซึ่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยสามารถตั้งศูนย์ศาสนาคริสต์ต่างๆในเชียงใหม่ได้ถึง 2000 กว่าศูนย์

ศาสนาคริสต์ แบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่ คือ

1.นิกายโรมันคาทอลิก เรียกสั้นๆ ว่า “คาทอลิก” เนื่องมาจากใช้ภาษาละตินเป็นหลัก มีพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นประมุขสูงสุด เป็นองค์ที่ 265 และมีพระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช ปกครองและเผยแผ่ศาสนา และมีศูนย์กลางที่กรุงโรม มีคณะนักบวชทั้งชายและหญิง ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคณะ

2.นิกายออร์โธดอกซ์ ส่วนใหญ่จะยึดพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ใช้ภาษากรีก ส่วนใหญ่อยู่ในรัสเซีย กรีก มีผู้นำสูงสุดของแต่ละประเทศ เรียกว่า พระอัยกา (Patriarch) เช่น พระอัยกาแห่งรัสเซีย พระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น ไม่มีผู้นำสูงสุดระดับสากล ในประเทศไทยยังไม่มีอย่างเป็นทางการ

3.นิกายโปรเตสแตนต์ ประกอบด้วยนิกายย่อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันหลักๆ คือ ด้านการปกครอง แต่ละนิกายมีอิสระต่อกัน ส่วนใหญ่เป็นฆราวาสทำหน้าที่ประกาศศาสนาในประเทศไทย ในวัดคาทอลิกจะมีรูปพระเยซู รูปแม่พระ รูปนักบุญต่างๆ ส่วนวัดโปรเตสแตนต์จะมีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ และส่วนใหญ่ไม่มีพระรูปพระเยซูเจ้าถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนนั้น เพราะเชื่อว่า พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว

การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในอดีต

ศาสนาคริสต์เกิดในประเทศปาเลสไตน์ เมื่อประมาณ  พ.ศ.  ๕๔๓ 

โดยคิดตามปีเกิดของพระเยซูผู้เป็นศาสดา เป็นศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว เพราะทั้งสองศาสนาต่างนับถือพระเจ้าองค์เดียวคือพระเยโฮวาห์ และยอมรับนับถือคัมภีร์พันธสัญญาเดิมของศาสนายิว แม้พระเยซูเองก็ไม่เคยประกาศตั้งศาสนาคริสต์ มีแต่บอกว่าท่านนับถือศาสนายิว การที่ท่านเที่ยวสั่งสอนธรรมต่างๆก็เพื่อทำให้ศาสนายิวมีความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ศาสนาคริสต์พึ่งเกิดขึ้นและนำมาใช้หลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว มีสาเหตุจากเนื่องจากความโกรธแค้นของเหล่าพระสาวกที่ศรัทธาในพระเยซูที่เห็นท่านถูกใส่ร้ายจากพวกหัวเก่าที่นับถือศาสนายิวจนเสียชีวิตทั้งๆที่ไม่มีความผิด รวมกับความศรัทธาที่เกิดมาจากการได้ฟังข่าวการฟื้นคืนชีพของพระเยซูจึงพากันแยกตัวออกจากศาสนายิว โดยตั้งชื่อศาสนาใหม่ว่า ศาสนาคริสต์ โดยนักบวชเซนต์ปอล เป็นผู้ตั้งขึ้น

พระเยซูในวัยเด็กนั้นมีจิตใจที่ใฝ่ในธรรม มีความชอบใจที่จะพูดถึงเรื่องธรรมกับนักศาสนา ครั้นมีอายุได้ 30 ปี จึงรับบัพติศมา หรือการรับศีลล้างบาปจากยอห์น ซึ่งเป็นนักบุญในสมัยนั้น การรับศีลล้างบาปนี้กระทำที่แม่น้ำจอร์แดน ต่อมาพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ทุกคนที่จะต้องกระทำเพื่อประกาศตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน หลังจากนั้นพระเยซูได้ออกเทศนาทั่วประเทศเพื่อประกาศข่าวดีอันเป็นหนทางแห่งความรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของพระเยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์

ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่

ศาสนาคริสต์เจริญเติบโตแพร่หลายไปได้น้อยมาก เพราะมีผู้คอยขัดขวางทำลายล้างพระเยซูเองก็มีเวลาเป็นศาสดาเพียง  ๓  ปีเท่านั้นก็สิ้นชีพแล้ว โดยการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังของเหล่าพระสาวกและผู้นับถือศาสนาคริสต์มีความเจริญแพร่หลายมากที่สุดในสมัยพระเจ้าคอนสแตนตินที่ทรงเลื่อมใสและอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาคริสต์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างศาสนาสถาน การออกกฎหมายมิลานในปี  ค.ศ.  ๓๑๓  ให้สำนักวาติกันเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองไม่ต้องขึ้นกับการปกครองของฝ่ายอาณาจักรฝ่ายอาณาจักรจะเข้าไปแทรกแซงกิจการในศาสนาจักรไม่ได้  ให้สันตะปาปามีอำนาจเท่าราชามีอำนาจปกครองศาสนาจักรทั้งปวงทรงนำไม้กางเขนมาเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์และสิ่งที่ทำให้ศาสนาคริสต์ได้รับความนับถือมากที่สุด คือในปี ค.ศ.๓๒๕ ทรงออกกฎหมายให้ทุกคนนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น

การศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจในศาสนาคริสต์ กับหลักคำสอน

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และเผยแพร่อย่างรุ่งโรจน์ในโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์ของศาสนามีความยาวนานสืบทอดมาแต่ศาสนายิว แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากศาสนายิวในช่วงของการเผยแพร่ศาสนา คือ ในสมัยที่พระเยซูออกสั่งสอนประชาชน อย่างไรก็ตามศาสนาคริสต์ยังคงยืนหยัดต่อสู่กระแสต้านของสังคมตะวันตกในสมัยนั้นมาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะ นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีจิตใจศรัทธาพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความ เสียสละ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้พวกตะวันตกในสมัยต่อมาได้เข้าสู่กระแสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า
ศาสนาคริสต์ได้เข้ามามีอิทธิพลในความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของชาวโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกลางของยุโรป ศาสนจักรได้เข้ามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในด้านศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณีและวัฒนธรรม พระสันตะปาปาได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งราชาทั้งหลาย มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดบทบาทวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น ต่อมาในตอนปลายยุคกลางสืบต่อจนกระทั่งยุคแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แม้นว่าศาสนจักรจะถูกลดบทบาททางการเมืองและการปกครอง แต่ศาสนาคริสต์ยังคงมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และอาฟริกา ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ศาสนาคริสต์ยังเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่ว ๆ ไปในฐานะ ที่เป็นศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสิ้นสุด เปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีก นอกจากนี้ ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” และเหตุฉะนั้นจึงตั้งอยู่ 3 สิ่ง ความเชื่อ ความหวังใจและความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลย แม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไป เผาไฟ(สำเนาโบราณบางฉบับว่า เอาตัวไปเพื่อข้าพเจ้าจะอวดได้) แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า … ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป